ตั้งแต่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยได้ก้าวจากช่วงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ช่วงของการบังคับใช้อย่างจริงจัง คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ได้เริ่มออกค่าปรับ คำสั่งแก้ไข และมาตรการลงโทษต่อธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ในปี 2026 การปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป PDPC ได้ส่งสัญญาณถึงการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนอย่างอีคอมเมิร์ซ การแพทย์และสาธารณสุข โทรคมนาคม และภาครัฐ การฝ่าฝืนกฎหมายแม้โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจนำไปสู่ค่าปรับจำนวนมากและความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร
หน้าที่หลักของธุรกิจ
ธุรกิจที่ดำเนินงานในประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าใจหน้าที่สำคัญภายใต้ PDPA ดังต่อไปนี้:
ความยินยอมและการกำหนดวัตถุประสงค์
ข้อมูลส่วนบุคคลต้องถูกรวบรวม ประมวลผล และนำไปใช้โดยชอบด้วยกฎหมายและโปร่งใส องค์กรต้องกำหนดวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลอย่างชัดเจน และได้รับความยินยอมที่ถูกต้องจากเจ้าของข้อมูล
เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)
บางองค์กรมีหน้าที่ต้องแต่งตั้ง DPO เพื่อดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง และการรับมือเหตุละเมิดข้อมูล แม้ธุรกิจที่ไม่ถูกบังคับตามกฎหมาย ก็ยังควรมีผู้รับผิดชอบด้านการคุ้มครองข้อมูลโดยเฉพาะ
มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
PDPA กำหนดให้องค์กรต้องมีมาตรการทางเทคนิคและมาตรการเชิงองค์กรที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย การควบคุมการเข้าถึง และการตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล
การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล
หากเกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ธุรกิจต้องแจ้ง PDPC และในบางกรณีต้องแจ้งเจ้าของข้อมูล ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การไม่แจ้งหรือแจ้งล่าช้าอาจนำไปสู่ค่าปรับและการดำเนินการทางกฎหมาย
การโอนข้อมูลข้ามพรมแดน
การส่งข้อมูลส่วนบุคคลออกนอกประเทศไทยต้องมีหลักประกันที่เพียงพอหรือมีฐานทางกฎหมายรองรับ ธุรกิจต้องจัดทำเอกสารแสดงมาตรการที่ใช้ในการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับการโอนข้อมูลดังกล่าว
การฝ่าฝืนที่พบบ่อย
PDPC ได้ระบุประเด็นที่ธุรกิจมักปฏิบัติผิดพลาด ได้แก่:
- ไม่มีการแต่งตั้ง DPO หรือกำหนดหน้าที่รับผิดชอบไม่ชัดเจน
- มาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลไม่เพียงพอ
- การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลล่าช้าหรือไม่แจ้ง
- ขาดความโปร่งใสในการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
- สัญญากับผู้ประมวลผลข้อมูลภายนอกไม่สอดคล้องกับ PDPA
การแก้ไขช่องโหว่เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการหลีกเลี่ยงค่าปรับและรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า
บทลงโทษและผลกระทบ
การไม่ปฏิบัติตาม PDPA อาจนำไปสู่:
- ค่าปรับทางปกครองเป็นเงินหลายล้านบาท
- คำสั่งแก้ไขให้ปรับปรุงกระบวนการหรือเข้ารับการตรวจสอบ
- ความรับผิดทางอาญาในกรณีร้ายแรง รวมถึงโทษจำคุกจากการเปิดเผยหรือใช้ข้อมูลโดยมิชอบ
- ความเสียหายต่อชื่อเสียง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า
แม้แต่ธุรกิจขนาดเล็กก็อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะหากมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนชาวไทย
แนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย
เพื่อลดความเสี่ยงและคงการปฏิบัติตามกฎหมายในปี 2026 ธุรกิจควร:
- ประเมินช่องว่าง (Gap Assessment) เพื่อระบุจุดอ่อนด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย
- จัดทำเอกสารกิจกรรมการประมวลผลข้อมูล และระบุฐานทางกฎหมายให้ชัดเจน
- แต่งตั้ง DPO (หากมีหน้าที่ตามกฎหมาย) และกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน
- นำมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็งมาใช้ เช่น การเข้ารหัส การควบคุมการเข้าถึง และการตรวจสอบระบบ
- จัดเตรียมแผนรับมือเหตุละเมิดข้อมูล พร้อมกำหนดบทบาท ระยะเวลา และแนวทางการสื่อสาร
- ฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับ PDPA และการจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัย
- ทบทวนสัญญากับผู้ประมวลผลข้อมูลภายนอกให้สอดคล้องกับ PDPA
- ประเมินการไหลของข้อมูลข้ามพรมแดน และใช้มาตรการหรือข้อตกลงที่เหมาะสม
เหตุใดการปฏิบัติตามกฎหมายจึงสำคัญในปี 2026
- การกำกับดูแลเข้มข้นขึ้น: PDPC กำลังติดตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
- ความเชื่อมั่นของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ: ธุรกิจที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบด้านข้อมูลจะได้เปรียบในการแข่งขัน
- ความเสี่ยงทางการเงินมีอยู่จริง: ค่าปรับ ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และการแก้ไขระบบอาจมีต้นทุนสูง
- ความต่อเนื่องในการดำเนินงาน: การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักจากคำสั่งหรือการตรวจสอบ
การปฏิบัติตาม PDPA ไม่ใช่เพียง “ทางเลือกเสริม” อีกต่อไป แต่เป็นภารกิจสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
สรุปประเด็นสำคัญ
การบังคับใช้ PDPA ของประเทศไทยในปี 2026 เป็นสัญญาณของยุคใหม่ด้านการคุ้มครองข้อมูล ธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยินยอม ความปลอดภัยของข้อมูล การแต่งตั้ง DPO การรับมือเหตุละเมิดข้อมูล และความโปร่งใส เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายและการเงิน
การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าไม่เพียงช่วยคุ้มครองธุรกิจในเชิงกฎหมาย แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้า ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และชื่อเสียงขององค์กร การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเชิงรุกจะช่วยให้องค์กรของคุณพร้อม ปลอดภัย และสามารถแข่งขันได้ในภูมิทัศน์ด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทย