Scroll to top
© 2025, PIMLEGAL - YOUR DIGITAL LAW EXPERT
en th

สัญญาดิจิทัล: ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลผูกพันทางกฎหมายในประเทศไทยหรือไม่

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกำลังกำหนดรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ จากสัญญาซื้อขายออนไลน์ไปจนถึงสัญญาจ้างงาน บริษัทต่าง ๆ หันมาใช้สัญญาดิจิทัลมากขึ้นเพื่อประหยัดเวลา ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

แต่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากยังคงตั้งคำถามว่า: “ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายในประเทศไทยหรือไม่?” การเข้าใจกรอบกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าสัญญาดิจิทัลของคุณมีผลผูกพันทางกฎหมาย

พื้นฐานทางกฎหมายของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับหลักของพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) ซึ่งกฎหมายได้กำหนดว่า:

  • ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการรับรองตามกฎหมาย หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ถือว่ามีสถานะเทียบเท่าลายเซ็นลายมือชื่อ หากสามารถระบุตัวตนผู้ลงนามและแสดงเจตนาในการลงนามได้
  • สำหรับสัญญาบางประเภท เช่น การโอนอสังหาริมทรัพย์หรือเอกสารที่ต้องรับรองโดยทนายหรือโนตารี อาจยังต้องมีพิธีการเพิ่มเติม

กรอบกฎหมายนี้ช่วยให้สัญญาดิจิทัลมีผลผูกพันได้จริง และสร้างความมั่นใจให้ธุรกิจในการนำระบบ e-signature มาใช้

ประเภทของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์

Types of Electronic Signatures

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ในประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น:

  • ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน (BES): วิธีง่าย ๆ เช่น ลายเซ็นสแกนหรือการติ๊กยืนยัน มีผลตามกฎหมายแต่ในกรณีพิพาทอาจถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (AES): ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสหรือการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย มีน้ำหนักทางพยานหลักฐานสูงกว่าในศาล
  • ลายเซ็นดิจิทัล: มักใช้ใบรับรองจากหน่วยงานรับรองที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย ให้ความมั่นคงทางกฎหมายสูงที่สุด

การเลือกประเภทที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง มูลค่าสัญญา และความต้องการด้านการบังคับใช้

เงื่อนไขเพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย

เพื่อให้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลตามกฎหมายในประเทศไทย ธุรกิจควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า:

  • มีเจตนาในการลงนาม: ผู้ลงนามต้องแสดงความยินยอมต่อเอกสารอย่างชัดเจน
  • สามารถระบุตัวตนผู้ลงนามได้: ผ่านการยืนยันตัวตนหรือข้อมูลส่วนบุคคล
  • ความสมบูรณ์ของเอกสาร: เนื้อหาไม่ถูกแก้ไขหลังจากลงนาม หากมีการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ลายเซ็นเป็นโมฆะ
  • ความยินยอมในการใช้วิธีอิเล็กทรอนิกส์: ทุกฝ่ายต้องตกลงทำธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัล

การปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทและเสริมความแข็งแกร่งของสัญญาดิจิทัล

ข้อดีของการใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์

การนำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มาใช้มีประโยชน์หลายประการ:

  • ความรวดเร็ว: ลงนามสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องพบกันตัวต่อตัว
  • ประหยัดต้นทุน: ลดค่าใช้จ่ายด้านกระดาษ การพิมพ์ การสแกน และการจัดส่ง
  • ความปลอดภัย: ลายเซ็นดิจิทัลขั้นสูงใช้การเข้ารหัสเพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูล
  • มีบันทึกการตรวจสอบย้อนหลัง: หลายแพลตฟอร์มมีบันทึกเวลาและประวัติการลงนามเป็นหลักฐานทางกฎหมาย
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ลดการใช้กระดาษ สนับสนุนความยั่งยืน

ข้อดีเหล่านี้ทำให้ e-signature เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับทั้งธุรกิจขนาดเล็กและองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทย

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับธุรกิจ

  • เลือกแพลตฟอร์มลายเซ็นที่น่าเชื่อถือ: ควรสอดคล้องกับกฎหมายไทยและมีระบบยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย
  • ตรวจสอบตัวตนผู้ลงนาม: ใช้การยืนยันหลายขั้นตอน การตรวจบัตรประชาชน หรือหน่วยงานรับรองใบรับรองดิจิทัล
  • จัดเก็บเอกสารดิจิทัลอย่างปลอดภัย: พร้อมบันทึกเวลาเป็นหลักฐาน
  • ระบุเงื่อนไขความยินยอม: ให้ทุกฝ่ายตกลงใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน
  • เข้าใจข้อยกเว้น: เอกสารบางประเภท เช่น การโอนอสังหาริมทรัพย์ อาจยังต้องใช้ลายเซ็นแบบดั้งเดิม

การปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ช่วยให้สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ของคุณถูกต้องตามกฎหมายและบังคับใช้ได้จริง

สรุปประเด็นสำคัญ

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีผลผูกพันทางกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หากเป็นไปตามเงื่อนไขด้านเจตนา การระบุตัวตน ความสมบูรณ์ของเอกสาร และความยินยอมของคู่สัญญา

เมื่อใช้งานอย่างถูกต้อง ธุรกิจสามารถเพิ่มความรวดเร็ว ลดต้นทุน และเสริมความปลอดภัย พร้อมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายไทยได้อย่างครบถ้วน สัญญาดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในโลกธุรกิจยุคใหม่