Scroll to top
© 2026, PIMLEGAL - YOUR DIGITAL LAW EXPERT
en th

GDPR กับ PDPA: เปรียบเทียบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลสำหรับธุรกิจไทย

ในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในปัจจุบัน ธุรกิจไทยมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งลูกค้าในประเทศและลูกค้าต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทั้งข้อกำหนดทางกฎหมายและสิ่งจำเป็นต่อการรักษาชื่อเสียงขององค์กร กรอบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลสำคัญสองฉบับที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ General Data Protection Regulation (GDPR) ของสหภาพยุโรป และ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของประเทศไทย การทำความเข้าใจว่ากฎหมายทั้งสองฉบับมีความสอดคล้องและแตกต่างกันอย่างไร ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่จัดการข้อมูลส่วนบุคคลทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

ภาพรวมของ GDPR และ PDPA

ภาพรวมของ GDPR และ PDPA

GDPR ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2018 เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่ครอบคลุมประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้งหมด และมีผลกับองค์กรที่ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่อยู่ในสหภาพยุโรป ไม่ว่าองค์กรนั้นจะตั้งอยู่ที่ใดก็ตาม GDPR ให้ความสำคัญกับ ความยินยอม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และสิทธิของบุคคล

PDPA ซึ่งตราขึ้นในปี 2019 และมีผลบังคับใช้ในปี 2022 เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งชาติของประเทศไทย โดยมีแนวคิดบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลจาก GDPR และกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลในประเทศไทย PDPA มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวกับนวัตกรรมทางธุรกิจ โดยเน้นเรื่องความยินยอม การจำกัดวัตถุประสงค์ และมาตรการรักษาความปลอดภัย

คำจำกัดความสำคัญ

หัวข้อ GDPR PDPA ประเทศไทย
ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ ข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม
ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ สุขภาพ พันธุกรรม ข้อมูลชีวมิติ รสนิยมทางเพศ ความคิดเห็นทางการเมือง และความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อทางศาสนา พฤติกรรมทางเพศ สุขภาพ ประวัติอาชญากรรม และข้อมูลชีวมิติ
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ที่กำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการประมวลผลข้อมูล บุคคลหรือนิติบุคคลที่กำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ที่ประมวลผลข้อมูลในนามของผู้ควบคุมข้อมูล บุคคลที่ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูล

ความยินยอมและฐานทางกฎหมาย

ทั้ง GDPR และ PDPA กำหนดให้การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีความยินยอมที่ชัดเจนและได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • GDPR: ความยินยอมต้องได้รับโดยเสรี มีความเฉพาะเจาะจง ผู้ให้ความยินยอมต้องได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ และต้องแสดงเจตนาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีฐานทางกฎหมายอื่น ๆ เช่น ความจำเป็นในการปฏิบัติตามสัญญา หน้าที่ตามกฎหมาย การปกป้องผลประโยชน์ที่สำคัญ ภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
  • PDPA: ให้ความสำคัญกับการขอความยินยอมโดยชัดแจ้งสำหรับการเก็บรวบรวม การใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติตามกฎหมาย สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือกรณีอื่นที่กฎหมายอนุญาต

สำหรับธุรกิจไทยที่ทำธุรกิจกับลูกค้าในสหภาพยุโรป การทำความเข้าใจฐานทางกฎหมายเพิ่มเติมภายใต้ GDPR ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

กฎหมายทั้งสองฉบับให้สิทธิแก่บุคคลในการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ได้แก่:

  • สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล: สามารถขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่องค์กรเก็บรักษาไว้
  • สิทธิในการแก้ไขข้อมูล: สามารถขอแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นปัจจุบัน
  • สิทธิในการลบข้อมูล (“สิทธิที่จะถูกลืม”): สามารถขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคลได้ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
  • สิทธิในการโอนย้ายข้อมูล: สามารถขอรับและโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้
  • สิทธิในการจำกัดการประมวลผลหรือคัดค้าน: สามารถจำกัดการใช้ข้อมูลหรือคัดค้านการประมวลผลข้อมูลบางประเภทได้

สิทธิภายใต้ PDPA มีความคล้ายคลึงกับ GDPR แต่โดยทั่วไปมีขอบเขตที่แคบกว่า และหน่วยงานของไทยได้จัดทำแนวทางในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามสิทธิเหล่านี้

การโอนข้อมูลส่วนบุคคลข้ามพรมแดน

GDPR: การโอนข้อมูลไปยังประเทศนอกสหภาพยุโรปสามารถดำเนินการได้เมื่อประเทศปลายทางมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ หรือผ่านกลไกที่ได้รับการยอมรับ เช่น Standard Contractual Clauses (SCCs), Binding Corporate Rules (BCRs) หรือความยินยอมโดยชัดแจ้ง

PDPA: การโอนข้อมูลไปต่างประเทศสามารถดำเนินการได้เฉพาะในกรณีที่ประเทศหรือองค์กรปลายทางได้รับการรับรองจากคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ว่ามีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เทียบเท่า หรือเป็นไปตามข้อตกลงทางสัญญาที่มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม

ธุรกิจควรประเมินการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้ง PDPA และ GDPR

ข้อกำหนดด้านความรับผิดชอบและความปลอดภัย

ทั้ง GDPR และ PDPA กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูล:

  • ดำเนินมาตรการทางเทคนิคและมาตรการด้านองค์กรเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
  • ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผลข้อมูล
  • รายงานเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

GDPR มีข้อกำหนดด้านการจัดทำเอกสารและการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลที่เข้มงวดกว่า โดยในหลายกรณีกำหนดกรอบเวลาในการแจ้งเหตุภายใน 72 ชั่วโมง

บทลงโทษและการบังคับใช้

ภาพรวมของ GDPR และ PDPA

  • GDPR: ค่าปรับอาจสูงถึง 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้รวมทั่วโลกต่อปี แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โดยมีการบังคับใช้อย่างจริงจังในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
  • PDPA ประเทศไทย: มีบทลงโทษและค่าปรับทางปกครอง รวมถึงความรับผิดทางอาญาในกรณีการละเมิดที่ร้ายแรง แม้ค่าปรับโดยทั่วไปจะต่ำกว่า GDPR แต่ยังคงมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ

การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจจากลูกค้าและรักษาชื่อเสียงของแบรนด์อีกด้วย

แนวทางปฏิบัติเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับธุรกิจไทย

  • จัดทำ Data Mapping: ระบุข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการเก็บรวบรวม จัดเก็บ และโอน
  • ปรับปรุงนโยบายความเป็นส่วนตัว: สร้างความโปร่งใสให้กับผู้ใช้งานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ขอความยินยอมอย่างชัดเจน: ใช้กลไกการขอความยินยอมที่แยกตามวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
  • ตรวจสอบสัญญา: เพิ่มข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในสัญญากับผู้ประมวลผลข้อมูลและพันธมิตรทางธุรกิจ
  • ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัย: ใช้การเข้ารหัส การควบคุมการเข้าถึง และการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมพร้อมรับมือเหตุละเมิดข้อมูล: จัดทำแผนรับมือเหตุการณ์และขั้นตอนการรายงานเหตุละเมิดข้อมูล
  • ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย: ทั้ง PDPA และ GDPR มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การติดตามข้อมูลล่าสุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

บทสรุป

แม้ GDPR และ PDPA จะมีเป้าหมายร่วมกันในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่กฎหมายทั้งสองฉบับมีความแตกต่างกันในด้าน ขอบเขตการบังคับใช้ การบังคับใช้กฎหมาย และรายละเอียดของภาระหน้าที่ สำหรับธุรกิจไทย การทำความเข้าใจทั้งสองกรอบกฎหมายถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อดำเนินธุรกรรมข้ามพรมแดนหรือให้บริการแก่ลูกค้าต่างประเทศ ด้วยการจัดทำนโยบายที่รัดกุม ระบบจัดการความยินยอมที่เหมาะสม และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจไทยสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย รักษาความไว้วางใจของลูกค้า และแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก